นพ.กัณฑ์อเนก แก้วทวีทรัพย์
2021-05-13 14:22:17

ผมเองได้มีโอกาสที่ได้เรียนแพทย์ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า เมื่อจบมาได้ทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุนสักระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นมีความรู้สึกหลายประการที่เกิดขึ้นในตัวเองและสถานการณ์แวดล้อม ทำให้ตัดสินใจยุติการทำงานในการรักษาผู้ป่วยในแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และได้ผันตัวเองมาช่วยทำงานธุรกิจของครอบครัว ซึ่งชีวิตในการทำงานทางด้านธุรกิจเองก็มีเรื่องให้เรียนรู้มากพอสมควร ... จนกระทั่งเริ่มมีคนใกล้ตัวหลายคนเจ็บป่วย ซึ่งก็ได้ช่วยเป็นธุระจัดการให้ โดยการแนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอันตามที่คนที่เรียนแพทย์มาซึ่งจะมีเพื่อนฝูงมิตรสหายให้ช่วยเหลือ สิ่งที่เกิดขึ้นในทั้งหมดคือ ได้รับยาเพื่อทำการรักษาอาการ ... ผมเองจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับอาการป่วยที่เกิดขึ้นของคนเหล่านั้นเอง ตามตำราแพทย์ ซึ่งทางรักษาตามแนวทางมาตรฐานก็เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ตำราทั้งหลายให้เหตุผลของสาเหตุการเป็นโรคเกือบทั้งหมดนั้นมีต้นเหตุเป็นสิ่งเดียวกัน นั้นคือ“ไม่ทราบสาเหตุ”
ผมถามตัวเองว่า“ไม่ทราบสาเหตุ”แล้วทุกวันนี้เราทำอะไรกัน สิ่งที่ได้จากการสรุปด้วยความเข้าใจของคนเคยเรียนแพทย์ตัวน้อยๆในเวลานั้นคือ“เรากำลังรักษาอาการ” ....แล้วเราจะช่วยรักษาเยียวยาคนที่เรารักและห่วงใยได้อย่างไร??เมื่อเรารักษาอาการให้ผ่านไปโดยไม่ได้แก้ไขเหตุของปัญหา .... เนื่องจากครอบครัวของผมเองก็เติบโตจากครอบครัวที่ทำธุรกิจค้าขาย ไม่มีใครที่มีความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์ ผมเองเรียนจบแพทย์มาถ้าไม่สามารถที่จะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวกับการแพทย์ได้ก็ไม่มีใครเข้าใจได้แล้ว ... ดังนั้นจึงได้ยุติการทำงานทางธุรกิจ และได้เริ่มทำการศึกษาการแพทย์แขนงต่างๆเท่าที่จะมีคนสอนและอธิบายให้ฟังให้เข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์แผนจีน การแพทย์ธรรมชาติบำบัด การแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย การแพทย์โฮมีโอพาธีย์ การแพทย์แผนไทย แบฌฟลาเวอร์ เซลล์บำบัด คีเลชั่นบำบัด การบำบัดด้วยพฤษเคมี และอื่นๆ จากการที่ได้เรียนรู้และฝึกทำงาน ก็ได้เห็นการทำงานของการแพทย์ชนิดต่างๆที่หลากหลาย ได้ทราบถึงสิ่งที่ทำได้ดีจากการแพทย์ชนิดต่างๆ และข้อจำกัดของการแพทย์เหล่านี้เช่นกัน ในช่วงเวลานี้ผมได้ทำงานช่วยเหลือใกล้ตัวและผู้ป่วยที่มารับบริการในคลินิกได้มากพอสมควรจากสิ่งที่ได้เรียนและฝึกฝน แม้กระนั้นผมก็ยังไม่ได้คำตอบของคำถามที่เป็นต้นเหตุของการเดินทางหาความจริงในทางการแพทย์นี้ ซึ่งในเวลานั้น แม้กระทั่งตัวของผมเอง ก็เกิดคำถามในตัวเองเสมอว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร??เพื่อตื่น แล้วหลับ,เพื่อกิน แล้วอิ่ม รอเพื่อที่จะหิวใหม่,หรือว่าเกิดมาเพื่อสืบพันธุ์แล้วก็ตายไปอย่างที่คนหลายคนคิด ผมเองก็หมดไฟและสิ้นหวังเช่นกัน ... โรคซึมเศร้ามาเยือน
ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แขนงใดก็ตามสำหรับ“โรคซึมเศร้า”การตายไม่ใช่ทางออก,โลกใบนี้เหมือนไม่มีแสงสว่าง มืดมิดไม่มีทางออก ... ผมไม่รู้ว่าผมเกิดมาทำไม??ช่วงเวลาวิกฤตวัยผู้ใหญ่มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในช่วงเวลานี้ผมได้พบกับการแพทย์มนุษยปรัชญา ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตน้อยๆของผมเองมีความหมายขึ้นมา...ซึ่งเวลาช่วงแรกที่ได้รู้จักมัน ในความคิดของผมฉงนใจ สงสัย อดไม่ได้ที่จะมีอคติและไม่ค่อยที่จะเชื่อการแพทย์ชนิดนี้สักเท่าไรนัก มันยากเหลือเกินที่จะเชื่อในความเป็นไปได้นี้ กับสิ่งที่เคยได้เรียนรู้และพบเจอมาทางการแพทย์ แต่ทว่าในหัวใจรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แปลก ในเวลานั้นผมให้นิยามการแพทย์มนุษยปรัชญานี้ว่า “การแพทย์ที่มีหัวใจของมนุษย์เต้นอยู่” การแพทย์ที่ผมเองก็หาคำอธิบายอะไรไม่ได้ แต่ความสั่นไหวในหัวใจมันโกหกตัวเองไม่ได้ กระนั้นการที่จะตอบว่าจริงหรือไม่นั้น คือต้องศึกษาเองเท่านั้น (ไม่สามารถเปิดหนังสือ,เปิดตำราและโลกอินเตอร์เนต แล้วเชื่อในแบบที่คนส่วนใหญ่ทำและหลายคนที่พูดถึงการแพทย์มนุษยปรัชญาทำ) จึงทำให้ผมได้ตัดสินใจที่จะเรียนรู้และเดินทางไปศึกษาการแพทย์มนุษยปรัชญาที่ประเทศเยอรมันและสวิตเซอร์แลนด์อย่างจริงจัง ในการเรียนรู้ก็ช่วยเยียวยารักษาตัวผมเองเช่นกัน การแพทย์มนุษยปรัชญาช่วยเหลือผมให้คนพบตัวเองและสิ่งที่ต้องการทำ ผมได้เรียนรู้แนวทางการรักษาที่เชื่อมโยงมนุษย์และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างมีที่มาที่ไป เพราะธรรมชาติอยู่รอบตัวเราในทุกวันแสดงให้เห็นถึงความเป็นจิตวิญญาณและวัตถุในตัวของมันเอง ไม่ใช่ความมหัศจรรย์ในเชิงความศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพบูชาในวัฒนธรรมของเรา แต่เป็นความจริงที่เราพบเห็นกันได้ชีวิตประจำวัน
จากการได้มีโอกาสศึกษาการบำบัดรักษาหลายแขนง ผมพบว่า“การแพทย์มนุษยปรัชญา”เป็นการแพทย์ที่มนุษยชาติกำลังรอให้การแพทย์ชนิดนี้ถือกำเนิด การแพทย์ที่มีหลักการพื้นฐานที่เคารพความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การรักษาโดยใช้พื้นฐานของการรักษาหุ่นยนต์ เพราะมนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งที่มีระบบหลายๆระบบมาทำงานร่วมกัน,สิ่งนี้นั้นคือหุ่นยนต์ มนุษย์เป็นสิ่งที่มากว่านั้น มีชีวิต ภาวะสำนึก ความเป็นปัจเจก ซึ่งมีอิสระภาพเป็นพื้นฐาน ดังนั้นการรักษามนุษย์ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของรักษามนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ผมเองก็ไม่ได้อยากที่จะเปิดศูนย์การรักษาทางการแพทย์มนุษยปรัชญา แต่ทว่าการแพทย์ที่อยู่บนพื้นฐานวัตถุนิยมเพียงด้านเดียว อาจจะสร้างหายนะให้แก่มนุษยชาติได้ จึงทำให้ผมได้ตัดสินใจที่จะเริ่มดำเนินการรักษาบำบัดตามแนวทางมนุษยปรัชญาร่วมกับแพทย์ที่เห็นคุณค่า,มีหัวใจที่รู้สึกและมีเจตจำนงค์แบบเดียวกันเพื่อให้การบำบัดในแนวทางนี้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยอย่างจริงจัง
ในศรีษะ พลังแห่งความศรัทธา
ในหัวใจ ความยิ่งใหญ่แห่งความรัก
ในทั้งร่างกาย ความแข็งแกร่งของความหวัง ที่โอบอุ้มและนำพาชีวิต
รูดอร์ฟ ชไตเนอร์
Kan-anek Kaewthaweesab M.D.
Doctor of Medicine, Phramongkutklao College of Medicine
Master of Anti-aging and Regenerative medicine, MFU, Thailand
Diploma in Classical Homeopathy, Allen College of Homeopathy, UK
Diploma in Therapeutic Eurythmy, Medical Section, Goetheanum, Dornach, Switzerland
Certification in Post-graduation training in Classical Homeopathy, RSU, LMHI
Certification in Doctor of Naturopathy and Natural Medicine, WB, India
Certification in Acupuncture and Moxibustion, AMED, Thailand and Certified Advanced Acupuncture and TCM, Tianjin University, People Republic of China
Bach Flower Registered Practitioner (BFRP), Bach Center, Oxfordshire, UK
Clinical Training in Clinical Foundation of Anthroposophic Medicine, Eugen-Kolisko Academie, FilderKlinik Hospital, Filderstadt, Germany